การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน

      การได้ยินจะลดลงตามอายุ  เมื่ออวัยวะรับเสียงทำงานเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เริ่มมีการเสื่อมของการ ได้ยิน โดยจะเริ่มเสื่อมในการได้ยินความถี่สูงก่อน(เสียงแหลม) และจะค่อย ๆ เสื่อมเข้าสู่ความถี่ต่ำ (เสียงทุ้ม) การวัดสมรรถภาพการได้ยินจึงวัด 2 ช่วง คือ ช่วงความถี่ของการรับฟังคำพูด ซึ่งวัดที่ความถี่ 500,1000,2000 ,3000 เฮิรต์ (Hz) กับช่วงความถี่ของเสียงเครื่องจักร  ซึ่งวัดที่ความถี่ 4000, 6000, 8000 เฮิรต์ (Hz)   เมื่อเริ่มมีความเสื่อมของการได้ยินมักจะเริ่มต้นที่มีการสูญเสียการได้ยินในความถี่ 4000 เฮิรต์ Hz ก่อน แล้วขยายออกไปทั้งความถี่สูงขึ้นและความถี่ต่ำลงมา จึงต้องปฏิบัติตัวป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียการได้ยินเพิ่มขึ้น โดยมีเกณฑ์ การวัดระดับของการได้ยินจึงใช้ช่วงความถี่ของการรับฟังคำพูด (500-3,000 เฮิรต์ Hz) 4 ค่า แล้วนำมาหาค่า เฉลี่ย และใช้เป็นตัวแทนของระดับของการได้ยิน ดังนี้

 

ที่ความถี่ 500-3,000 เฮิรต์ Hz ค่าเฉลี่ยการได้ยิน

การได้ยินปกติ      ความเข้มของเสียงไม่เกิน        25                   เดซิเบล เอ

หูตึงน้อย            ความเข้มของเสียง                26  ถึง  40        เดซิเบล เอ

หูตึงปานกลาง     ความเข้มของเสียง                41  ถึง  55        เดซิเบล เอ

หูตึงมาก            ความเข้มของเสียง                56  ถึง  70        เดซิเบล เอ

หูตึงรุนแรง         ความเข้มของเสียง                71  ถึง  90        เดซิเบล เอ

หูหนวก             ความเข้มของเสียงมากกว่า      90                   เดซิเบล เอ

 

สำหรับที่ความถี่ 4,000 – 8,000 เฮิรต์ (Hz) ค่าปกติ       น้อยกว่า 36      เดซิเบล เอ

 

เสียงมีอันตรายอย่างไร

            หูเรานั้นสามารถรับฟังเสียงได้ตั้งแต่ความถี่ 20 เฮิรต์ ถึง 20,000 เฮิรต์ แต่ช่วงความถี่ของเสียงที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันมากคือ ช่วงความถี่ของเสียงพูด หรือความถี่ 500-3,000 เฮิรต์ นอกจากนี้หูยังมีความสามารถและความอดทนในการรับฟังเสียงในขอบเขตจำกัด หากเสียงเบาเกินไปก็จะไม่ได้ยิน แต่ถ้าเสียงดังเกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อหู หรือมีอาการปวดหู สำหรับผู้ที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีเสียงดัง เช่น โรงงานทอผ้า โรงงานปั๊มโลหะ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านตลาดหรือ การจราจรคับคั่ง ฯลฯ จะทำให้อวัยวะรับเสียง โดยเฉพาะเซลล์ขนและประสาทรับเสียงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้ความสามารถในการได้ยินลดลงหรือที่เรียกว่า “หูตึง” และหากยังละเลยให้คงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังต่อไปก็จะทำให้ “หูหนวก”ไม่สามารถได้ยินและติดต่อพูดคุยเช่นปกติได้ ซึ่งมีผลให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความยากลำบากและต้องอับอายที่กลายเป็นคนพิการ สำหรับผู้ที่หูตึง หูหนวก ที่เกิดจากเสียงดัง ไม่สามารถรักษาให้หายได้ไม่ว่าโดยวิธีการใดก็ตาม

                การทำงานในที่เสียงดังนอกจากจะทำให้หูตึง หูหนวกแล้ว ยังมีผลต่อระบบการทำงานอื่น ๆ ของร่างกายด้วย เช่น เกิดแผลในกระเพาะเนื่องจากเสียงดังทำให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยมากขึ้น ความดันโลหิตสูง  ต่อม   ธัยรอยด์เป็นพิษ ขาดสมาธิในการทำงานจนเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ ทำให้เกิดความเครียดก่อให้เกิดโรคจิตโรคประสาท ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเกิดความผิดพลาดมากขึ้น

เสียงดังแค่ไหนจึงจะเกิดอันตราย

                ผลจากการศึกษาวิจัยได้มีการกำหนดมาตรฐานสากลขึ้น กำหนดให้ระดับความดังของเสียงไม่เกิน 85  เดซิเบล (เอ) สำหรับผู้ปฏิบัติงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 90 เดซิเบล (เอ) เมื่อทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวั นสำหรับ   มาตรฐานของไทยซึ่งกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะ     แวดล้อม กำหนดให้ระดับความดังของเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 80 เดซิเบล (เอ) หากทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 90    เดซิเบล (เอ) หากทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ผู้ที่ทำงานที่มีเสียงดังตามที่กำหนดในมาตรฐานดังกล่าวข้างต้นนี้ จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสมรรถภาพได้ยินน้อยลง  หากสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงไว้ด้วย

ป้องกันอันตรายจากเสียงได้อย่างไร

                ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการสูญเสียการได้ยินซึ่งเนื่องมาจากเสียงดังนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ไม่ว่าโดยวิธีการใด ๆ ก็ตาม ดังนั้น เพื่ออนุรักษ์สมรรถภาพการได้ยินหู จำเป็นจะต้องป้องกันทุกครั้งที่สัมผัสเสียง และการป้องกันที่ได้ผลต้องเกิดจากความร่วมมือที่ดีของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือฝ่ายนายจ้างควรคำนึงถึงโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ก่อสร้างอาคารที่สามารถลดเสียงได้  การติดตั้งเครื่องจักร  การบำรุงรักษาเครื่องจักรเพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด การจัดหาและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ เช่น      ที่อุดหู ที่ครอบหูการให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของเสียงแก่ลูกจ้าง  เพื่อสร้างทัศนคติและจิตสำนึกในการป้องกันอันตรายที่เกิดจากเสียง  โดยการประเมินผลและวางแผนการป้องกันควรจัดตรวจสมรรถภาพการได้ยินของลูกจ้างเป็นประจำทุกปี และก่อนเข้าทำงาน  ส่วนฝ่ายลูกจ้างควรให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำและ        กฎระเบียบของนายจ้างเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากเสียงอย่างเคร่งครัด